Projector Viewsonic PJD5155

Projector Viewsonic PJD5155 รุ่นเล็กๆ ประสิทธิภาพไม่เล็กนะครับ

เจ้าของแบรนด์โลโก้นกฟิ้นส์เจ็ดสียืนเรียงหน้ากระดาน สมญานาม Viewsonic จากแผ่นดินถิ่นสหรัฐอเมริกา โชว์น้องเล็กสุดในสายโปรเจคเตอร์ ชูคุณภาพเกินราคา เพื่อผู้ใช้งานที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก พอๆกับราคาสบายกระเป๋า

โดยตัวที่นำมายั่วน้ำลายให้ต้องตาต้องใจ เป็นอีกหนึ่งนวัฒนกรรมที่คงความเป็นเอกลักษณ์ มองเพียงครู่จะรู้ได้ทันทีว่านี้คือ ผลงานของ Viewsonic

เจ้า LightStream PJD5 Series PJD5155 โปรเจคเตอร์น้องเล็ก ผ่านการรังสรรค์เพื่อรองรับการใช้งานรอบด้าน เป็นสินค้าทรงคุณค่า เมื่อเปรียบเทียบกับสนนราคาค่าตัว

หน้าตาของ PJD5 series จะคงความเป็นเอกลักษณ์ ดูเรียบง่าย ตัวเครื่องโปร่งเพื่อการระบายความร้อนที่ดี
 

เลือกวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นอย่างดี และใช้พื้นผิวแบบ Hair Line ส่งให้เครื่องดูแพงสมงานดีไซน์

ตัวเครื่องโค้งมนที่ดูเรียบง่าย คอนทราสสูงถึง 22,000 : 1 อัดความสว่างมาถึง 3300 ANSI Lumens การฉายภาพในห้องที่มีแสงสว่างจึงไม่ใช่ปัญหา ความละเอียดระดับ SVGA (800×600) เพียงพอสำหรับงานทุกประเภท และเทคโนโลยี SuperColor™ ช่วยสร้างช่วงเฉดสีให้กว้างขึ้น ให้ใกล้เคียงสภาพแวดล้อมของภาพมากที่สุด

แผงควบคุมอันเป็นแบบฉบับของ Viewsonic เพื่อการใช้งานในที่มืดด้วยรูปทรงปุ่มเฉพาะตัว
 

SuperColor™ สร้างสีสันให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น และ SonicExpert™ สร้างมิติให้เสียงลำโพงมีสมดุลมากขึ้น

โปรเจคเตอร์ PJD5155 ยังได้ใช้เทคโนโลยี DynamicEco™ สำหรับการยืดอายุหลอดภาพให้นานขึ้นไปถึง 10,000 ชม. โดยลดการใช้พลังงานลง 70% อีกทั้ง Sonic Expert™ เทคโนโลยีด้านเสียง เสริมขีดขั้นความสามารถของลำโพงให้สร้างสรรค์สมดุลของเสียงได้ดีขึ้นผิดไปจากเก่า

ช่องต่อทางด้านหลังจัดมาเต็มพิกัด โดยมีช่องAnalog เช่น AV, S-Video, VGA In x2 พ่วงด้วย VGA Out x 1 และช่องสัญญาณDigital อย่าง HDMI x1 สมบูรณ์

ช่องเชื่อมต่อรองรับอุปกรณ์หลากหลาย

จากความคุ้นชินในทรรศนะ ของดีตามราคา ไม่สามารถเป็นกรอบให้กับ PJD5155 ตัวนี้ได้ ด้วยความสามารถล้นเหลือ เกินรูปร่าง ทำให้พังความเชื่อเดิมอย่างราบคาบ

รุ่นเล็กไม่จำเป็นต้องด้อยประสิทธิภาพ คุณประโยชน์พรั่งพร้อมขนาดนี้ หาได้จากเจ้า PJD5155 โปรเจคเตอร์สัญชาติอเมริกา เครื่องนี้นี่เอง

สนใจสั่งซื้อวิวโซนิคโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector BenQ W11000

Review Projector BenQ W11000 โฮมโปรเจคเตอร์ 4k เครื่องแรกของโลก

เป้าหมายสูงสุดของหลายๆ ท่านที่ชื่นชอบความบันเทิงภายในบ้าน คงไม่พ้นได้อัพเกรดระบบภาพคุณภาพสูงพร้อมขนาดจอใหญ่เต็มตา ให้อารมณ์แบบเดียวกับโรงภาพยนตร์… ปัจจุบันถึงแม้เราจะมีตัวเลือกอย่างทีวีความละเอียด 4K จำนวนมากมาย แต่จะหาขนาดที่ใหญ่เต็มตาเกิน 100 นิ้ว นั้นยากเต็มที “โปรเจคเตอร์” จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีและสมเหตุสมผลกับงบประมาณมากกว่า แต่ทว่าก็ติดปัญหาอยู่ที่ โปรเจคเตอร์ที่มีความสามารถถ่ายทอดความละเอียดระดับ 4K ได้นั้น กลับยังมีตัวเลือกไม่มาก

ที่ผ่านมา 4K Home Cinema Projector จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น เมื่อการแข่งขันน้อย ระดับราคาจึงลดลงค่อนข้างช้า ผิดกับ 4K TV ที่มีผู้เล่นในตลาดมากกว่า… ทว่าบัดนี้เมื่อ “BenQ” หนึ่งในผู้ผลิตโปรเจคเตอร์รายใหญ่ นำเสนอโปรเจคเตอร์คุณภาพโดดเด่นในราคาคุ้มค่ามาช้านาน ได้ก้าวเท้าเข้ามาด้วยการเปิดตัว Home Cinema Projector ความละเอียดระดับ 4K ด้วยเทคโนโลยี DLP (Digital Light Processing) พร้อมการรับรองมาตรฐาน THX HD Display เป็นเครื่องแรกของโลก… เชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการโปรเจ็คเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ได้มากทีเดียว

“Breathtaking 8.3 Million Pixel Performance”

หากเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตจอพาเนลของทีวี ต้องบอกว่าการพัฒนาโปรเจคเตอร์ให้ได้ความละเอียดระดับ 4K ทำได้ยากกว่า แต่กระนั้นผู้ผลิตก็ไม่ยอมแพ้ บัดนี้ “Texas Instruments” เจ้าของเทคโนโลยี DLP ทลายข้อจำกัดด้วยการผลิตและจำหน่าย DMD (Digital Micromirror Device) Chip ที่สามารถให้ความละเอียดในการแสดงผลสูงถึงระดับ 4K สำหรับโปรเจคเตอร์บ้านเป็นที่เรียบร้อย

โดยหลักการของ 4K UHD DMD Chip ที่ใช้ใน BenQ รุ่น W11000 จะมีจำนวน micromirrors ทั้งสิ้น 2716 x 1528 หรือเท่ากับ 4.15 ล้านพิกเซล ผนวกกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ XPR ซึ่งใช้ Optical Actuator ที่ทำงานรวดเร็วมากจนสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับความละเอียด 4K ที่เราคุ้นเคยนี่เอง…

หลักการนี้ยังได้การรับรองจาก Consumer Technology Association หรือ CTA ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงาน Consumer Electronic Show หรือ CES ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดีนั่นเอง

ผลเกี่ยวเนื่องจากแนวทาง 4K XPR ข้างต้นนี้ BenQ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากรายละเอียดของภาพที่สูงขึ้นกว่า Full HD Projector อย่างชัดเจนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดปัญหา Screen-door Effect หรือการรบกวนของเส้นตารางพิกเซล อีกทั้งยังไม่มีปัญหา Misconvergence หรืออาการเหลื่อมสี ที่อาจพบได้กับเทคโนโลยีการแสดงผลของโปรเจคเตอร์รูปแบบอื่น ซึ่งข้อมูลนี้เป็นความจริงหรือไม่…? อีกเดี๋ยวเราจะมาพิสูจน์กันในช่วงรายงานผลการทดสอบครับ

Design – การออกแบบ

แต่ก่อนจะไปว่ากันถึงเรื่องคุณภาพของภาพ มาดูลักษณะการออกแบบของโปรเจคเตอร์เรือธงของ BenQ รุ่นนี้กันก่อนดีกว่า แน่นอนเพื่อให้สมกับความเป็นรุ่นใหญ่ นอกจากวัสดุ ดีไซน์ งานประกอบที่ดูดีแล้ว ขนาดก็ใหญ่โตตามไปด้วย

W11000 เหมือนเช่นโปรเจคเตอร์ระดับท็อปส่วนใหญ่ที่มักจัดวางตำแหน่งเลนส์ฉายภาพไว้กึ่งกลาง เพื่อให้ง่ายในการอ้างอิงจุดติดตั้งโดยเฉพาะเมื่อยึดเข้ากับขาแขวนเพดาน อีกจุดที่คำนึงถึงผลลัพธ์ได้น่าสนใจคือการออกแบบระบบระบายความร้อนไว้ด้านหน้าตัวเครื่อง ปกติเวลาใช้งานคงไม่มีใครนั่งขวางหน้าโปรเจคเตอร์เพราะจะบังภาพ เหตุนี้จึงไม่มีใครได้รับผลกระทบจากการที่ต้องโดนลมร้อนเป่าใส่โดยเฉพาะเมื้อตั้งโปรเจคเตอร์บนโต๊ะ ผิดกับบางเครื่องที่วางช่องระบายลมร้อนไว้ด้านข้าง หรือด้านหลัง ถ้าใครนั่งตำแหน่งนั้นคงอยู่ไม่สบายตัวแน่นอน

จุดเชื่อมต่อสายสัญญาณต่างๆ ถูกจัดวางไว้ด้านข้าง ผิดกับโปรเจคเตอร์หลายๆ เครื่องที่มักจะจัดวางไว้ด้านหลัง ซึ่งผมว่าตำแหน่งนี้เข้าท่าดีนะจะได้ไม่มีปัญหาเชื่อมต่อสายกรณีที่จำเป็นต้องติดตั้งโปรเจคเตอร์ชิดผนังด้านหลัง อย่างไรก็ดีการเก็บซ่อนสายอาจจะทำได้ลำบากสักหน่อย เพราะไม่มีช่องหรือฝาครอบสำหรับบังร้อยสาย แต่มิได้เป็นปัญหาใหญ่แต่อย่างใด

 

เยื้องมาใกล้ๆ กับจุดเชื่อมต่อสายสัญญาณ เป็นตำแหน่งของแผงควบคุม สามารถเลื่อนฝาปิดได้เมื่อมิได้ใช้งาน ซึ่งดูลงตัวดี
 

 

ด้านบนส่วนหน้าจะเห็นปุ่มหมุนสำหรับปรับตำแหน่ง Lens Shift โดยแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งปรับแนวตั้ง (Vertical) อีกชุดสำหรับแนวนอน (Horizontal) ส่วนด้านหลังยังซ่อนจุดเปลี่ยนหลอดไฟ (lamp) เอาไว้ได้อย่างกลมกลืน
 

เซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมตคอนโทรลถูกติดตั้งไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งการรับสัญญาณดีมากครับ ในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องชี้รีโมตตรงไปที่ตัวโปรเจ็คเตอร์ก็ยังควบคุมได้ดี ส่วนรีโมตคอนโทรลที่ให้มาก็ดูดีสมกับรุ่นใหญ่ มี Back-lit สีส้ม สว่างเห็นชัดทุกปุ่มแม้ใช้งานในห้องมืด

Connectivity – ช่องต่อ

W11000 รับสัญญาณภาพความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ผ่านทาง HDMI Input จำนวน 2 ช่อง เป็นหลัก โดย HDMI 1 เท่านั้นที่เป็น Version 2.0 (with HDCP 2.2) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4 ดังนี้การเชื่อมต่อกับแหล่งโปรแกรมภาพระดับ 4K Ultra HD คุณภาพสูง (อาทิ 4K/UHD Blu-ray Player) จึงแนะนำให้เชื่อมต่อที่ช่องนี้ ส่วน HDMI 2 เป็น Version 1.4 (with HDCP 1.4) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz 8-bit

ช่องรับสัญญาณวิดีโออื่น มีเพียง Analog D-Sub (VGA) In 1 ช่อง เท่านั้น แต่สามารถรับสัญญาณได้ทั้ง PC (RGB) และ Component (YPbPr/YCbCr)

Extra- เพิ่มเติม

การถ่ายทอดภาพที่ดีเยี่ยมจากโปรเจคเตอร์นั้น คุณภาพของเลนส์ก็มีส่วนสำคัญยิ่งเพราะเป็นทางผ่านในขั้นสุดท้ายก่อนที่ภาพจะถูกฉายออกไป ซึ่ง BenQ ได้เลือกใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูงจำนวน 14 ชิ้น แบ่งเป็น 6 กลุ่ม มีการฉาบผิวเพื่อลดการคลาดสี ติดตั้งในกระบอกโลหะที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อผลลัพธ์ภาพที่คมชัด และถ่ายทอดคุณภาพของภาพดีที่สุด

ความยอดเยี่ยมที่เอื้อต่อการติดตั้งจาก W11000 ยังรวมไปถึงระบบซูม 1.5 เท่า ยกตัวอย่าง หากต้องการฉายภาพบนจอขนาด 100 นิ้ว จะสามารถกำหนดระยะจัดวางโปรเจคเตอร์ได้ยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่ 3.03 ม. ไปจนถึง 4.56 ม. นอกจากนี้ยังมีระบบ Lens Shift ที่สามารถชดเชยระยะติดตั้งได้ทั้งแนวตั้ง (+/-65%) และแนวนอน (+/-27%)

สำหรับท่านที่จะใช้งานรับชมแบบ Ultra-wide 2.35:1 ร่วมกับ W11000 ก็มี Anamorphic Lens จาก Panamorph เป็นอ็อพชั่นเสริมด้วยเช่นกัน

W11000 จะมีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้งด้วย โดยใช้ในการปรับตำแหน่ง Lens Shift และซูมขนาดภาพฉาย ให้พอดีกับขนาดของจอรับภาพนั่นเอง

Picture – ภาพ

อานิสงส์จาก 6X-Speed RGBRGB Color Wheel ที่ทำงานรวดเร็ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเห็น Rainbow Effect ให้รำคาญตา จุดที่ใช้ยืนยันคุณภาพเลนส์ของ W11000 นอกจากได้ภาพที่ชัดเจนแล้ว อาการคลาดสีโดยเฉพาะบริเวณขอบจอนี่แทบไม่มี แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นรายละเอียดคมชัดอันไร้ซึ่งปัญหาเหลื่อมสี หรือ Misconvergence

ทดสอบดูหน่อยว่า W11000 ปราศจากปัญหา Misconvergence ตั้งแต่ออกจากโรงงานตามที่ BenQ เคลมไว้หรือไม่? ซึ่งผลลัพธ์ยืนยันว่าจริง เส้นขาวบนพื้นดำมีความคมไม่มีปัญหาสีเหลื่อม แต่ย้ำว่าต้องปรับโฟกัสให้เป๊ะด้วยนะครับ

ซึ่งการปรับซูมและโฟกัสของ W11000 โดยใช้มือหมุนวงแหวนหน้าเลนส์แบบแมนวล จะดำเนินการได้ยากกว่าโปรเจคเตอร์รุ่นไฮเอ็นด์อื่นๆ ที่ใช้มอเตอร์ควบคุมและสั่งการผ่านรีโมตคอนโทรลไร้สายอยู่บ้าง แต่ถ้าทำได้ผลลัพธ์ก็จะเป๊ะมากเลย คำแนะนำคือควรมี 2 คนช่วยกัน คนหนึ่งคอยหมุนปรับวงแหวนโฟกัสที่โปรเจคเตอร์ ส่วนอีกคนยืนใกล้จอรับภาพแล้วคอยดูผลลัพธ์เพื่อแจ้งบอก

– BenQ W11000 Pre-Calibration Data –
 

 

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day

มาดูในส่วนของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันกันบ้าง ซึ่งดีกรีที่ได้รับจาก THX ไม่ใช่ราคาคุย จากการทดสอบเบื้องต้นพบว่าให้ค่าอุณหภูมิสีได้ยอดเยี่ยมใกล้เคียง 6500°K เกือบทุกโหมดภาพ แม้แต่โหมด Vivid ก็ยังให้ผลลัพธ์ดีมาก

แล้วถ้าถามว่าโหมดไหนที่ควรแนะนำให้ใช้ โดยอิงจากผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงที่สุด? แน่นอนว่าต้องมีโหมด THX รวมอยู่ด้วย ความเที่ยงตรงของสีสันนั้นหายห่วง ถึงแม้ระดับความสว่างของโหมดนี้จะไม่สูงมากนัก (เนื่องจาก Lamp Mode ถูกกำหนดไว้ที่ Eco) แต่ก็เหมาะใช้งานในห้องมืดเมื่อต้องการภาพที่ออกไปทางดูสบายตา รับชมได้นานไม่ล้า การถ่ายทอดสีดำลึกเข้ม ที่สำคัญ คือ โปรเจคเตอร์จะทำงานเสียงเงียบมาก ประหยัดไฟ และยืดอายุหลอดไฟออกไปได้นานด้วยครับ (สูงสุด 6000 ชม.) หรือจะทดลองเปรียบเทียบกับโหมด Silence ที่ผลลัพธ์คล้ายคลึงกันเป็นอีกทางเลือกดูด้วยก็ได้ โดยความสว่างจะสูงกว่า THX สมดุลสีจะย่อหย่อนกว่านิดหน่อย แต่ยังคงทำงานเงียบและประหยัดไฟเหมือนกันครับ

อย่างไรก็ดีบางท่านอาจรู้สึกว่าโหมด THX ภาพดูทึมไปสักหน่อย ชอบแบบสว่างๆ มากกว่า ตรงนี้สามารถเปลี่ยนมาใช้งานโหมด Cinema แทนได้ ซึ่งให้ระดับความสว่างสูงขึ้นมาก ในขณะที่สมดุลสีมิได้ย่อหย่อนจากโหมด THX เลย ระดับเสียงรบกวนอาจจะเพิ่มขึ้นจากโหมด THX และ Silence แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิได้สร้างความรำคาญแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่ต้องการรีดความสว่างจาก W11000 ออกมาใช้งานอย่างเต็มที่ อย่างเช่นกรณีที่ต้องสู้กับแสงรบกวน ขอแนะนำโหมด Vivid เลยครับ ดังที่เรียนไปในตอนต้นว่าโหมดนี้ก็ไม่เว้นในเรื่องของสมดุลสีที่ทำได้ดีเช่นกัน เรียกว่ามิได้ย่อหย่อนจากโหมดอื่นเท่าใดนัก ทว่าจะได้ระดับความสว่างชดเชยเข้ามาแทน (ไม่น้อยกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับโหมด THX) ส่วนโหมด Bright นั้น ถึงแม้ความสว่างจะสูงที่สุดก็จริง แต่คงต้องละไว้เนื่องจากการถ่ายทอดสมดุลสีที่ค่อนข้างผิดเพี้ยนครับ (อาจใช้ได้ในบางกรณีที่เน้นเฉพาะความสว่าง ไม่คำนึงถึงความถูกต้องของสีสัน) กระนั้นคงต้องย้ำเช่นเคยว่า การใช้งานโปรเจ็คเตอร์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรใช้งานในห้องมืด หรืออย่างน้อยก็ขอให้คุมแสงรบกวนให้เหลือน้อยที่สุดจะเหมาะสมกว่าครับ

โหมดภาพจากโรงงานนั้นยอดเยี่ยมก็จริง แต่เชื่อว่าหลายท่านยังคงต้องการสิ่งที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์” ในแง่ของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันอิงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งในจุดนี้ด้วยฟีเจอร์จาก ISFccc สามารถไฟน์จูนจนได้ค่าภาพที่ยอดเยี่ยมเข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์เลยทีเดียว โดยสามารถไฟน์จูนในส่วนของ White Balance, CMS และ Gamma

ทดสอบอีกสักเรื่องกับ “Exodus: Gods and Kings” ในรูปแบบ 4K/UHD Blu-ray Disc ถึงแม้ W11000 จะยังไม่รองรับการแสดงผลแบบ HDR แต่ด้วยการถ่ายทอดระดับความสว่างจากแหล่งกำเนิดแสงตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ผสานรวมกับการทำงานของ Dynamic Iris ก็ให้ความเปรียบต่างของแสงได้น่าตื่นตา ด้านภาพเคลื่อนไหวยังไม่มีฟังก์ชั่นประมวลผลแทรกเฟรม แต่ก็ให้ความต่อเนื่องของเฟรมต้นฉบับที่ดูเป็นธรรมชาติจนอาจไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งระบบดังกล่าว

ทดสอบกับ Xbox One S ดูบ้าง ซึ่งระบบฯ ตรวจสอบและยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่า W11000 สามารถรับสัญญาณ 4K 60Hz 10-bit ได้แน่นอน ทั้งเล่นเกมและชมภาพยนตร์เลยจ้า (ตามสเป็กแจ้งว่ารองรับสัญญาณภาพได้สูงสุดถึง 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4)

และสุดท้าย สำหรับท่านที่จะเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซล หรือ PC (เพราะเดี๋ยวนี้เกมรองรับความละเอียด 4K แล้วนะ) คงต้องการทราบว่า HDMI Input Lag ของ W11000 ทำได้ดีเพียงใด? คำตอบที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาดีเลย์จนส่งผลกับการเล่นเกมครับ

Conclusion – สรุป

W11000 ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังโปรเจคเตอร์ระดับ 4K ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมในระดับราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน อันเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตนาม BenQ ในการส่งมอบทางเลือกใหม่ เพื่อเอื้อให้ทุกท่านได้เริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุค 4K Ultra HD ระดับคุณภาพเดียวกับโรงภาพยนตร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ… ซึ่งพร้อมให้ทดลองพิสูจน์ด้วยตาของท่านเองได้แล้ววันนี้ครับ!

จุดเด่นของ BenQ W11000

– การแสดงผลแบบ 4K XPR ให้ความคมชัด รายละเอียดพิกเซลดีกว่า Full HD Projector อย่างเห็นได้ชัดเจน
– ปราศจากปัญหา Misconvergence ไม่จำเป็นต้องทำ Panel Alignment ใดๆ ในขั้นตอนติดตั้ง และ Screen-door Effect ก็บางมากจนแทบไม่เห็น
– ให้ช่องต่อ HDMI มาทั้งหมด 2 ช่อง เป็น Version 2.0 1 ช่อง รองรับสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDCP 2.2 ส่วนอีกช่องเป็น HDMI 1.4 รองรับสัญญาณ 4K 30Hz
– ได้รับการรับรองจาก THX โหมดภาพจากโรงงานจึงให้ความเที่ยงตรงสูงมาก ในขณะที่รองรับการคาลิเบรทปรับภาพได้ละเอียดตามมาตรฐาน ISF
– เลนส์ฉายคุณภาพสูง ให้อัตราคลาดสีน้อย และมีระยะซูมถึง 1.5 เท่า พร้อมด้วย Lens Shift ปรับได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนทำให้กำหนดตำแหน่งตั้งวางได้ยืดหยุ่น
– ให้ระดับความสว่างสูงสุดตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ในขณะที่มีระดับเสียงรบกวนจากระบบระบายความร้อนต่ำ

จุดด้อยของ BenQ W11000

– การปรับหน้าเลนส์ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ควบคุมด้วยมือ ยังไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในแง่ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่นได้อย่างดีเยี่ยม
– ขอบเขตสียังไม่ครอบคลุมถึง DCI-P3 แต่สำหรับมาตรฐาน sRGB/Rec.709 นั้น ทำได้ดีมากเกิน 100%
– ไม่รองรับการแสดงผล 3D
– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุด หรือขาดความต่อเนื่อง
– ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจคเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร

สนใจสั่งซื้อเบ็นคิวโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector ACER X135WH

Review Projector ACER X135WH จุดเริ่มต้นของอารมณ์ที่ค้นหา

ต้องยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่ทีวีไม่สามารถทดแทนโปรเจคเตอร์ได้ก็คือ “เสน่ห์ของภาพ” ที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด หากคุณเป็นคนชอบภาพแบบสบายตา และอยากได้บรรยากาศการชมภาพยนตร์ทั้งที่นั่งอยู่ในบ้าน และถ้าห้องนั่งเล่นมีพื้นที่มากพอ สิ่งที่ฉายภาพได้ตอบสนองความต้องการที่สุดย่อมต้องเป็นโปรเจคเตอร์ ในคราวนี้ผมเองก็มีโปรเจคเตอร์ Acer X135WH ซึ่งถือเป็นโปรเจคเตอร์ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่อยากจะเสพภาพแบบในโรงภาพยนตร์

 

สเปคเบื้องต้นของ Acer X135WH

– Native Resolution 1280×800
– Contrast 20000 : 1
– Aspect ratio 16:10
– Auto Keystone
– Support 3D

Design – การออกแบบ

ตัวเครื่องของ Acer X135WH มีขนาดกำลังพอดี น้ำหนักไม่มากพื้นผิวมีลักษณะสีขาวด้านสลับเงา จุดเด่นที่สุดของการออกแบบก็คือแม้ว่ารุ่นนี้จะเป็นเพียงรุ่นระดับเริ่มต้นแต่ก็มีการออกแบบปุ่มฮาร์ดคีย์ที่ใช้ควบคุมเครื่องได้ดีสามารถสั่งงานโปรเจคเตอร์ได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ยังมีวงแหวนสำหรับ Zoom-in/Out ตามปกติแล้วโปรเจคเตอร์ระดับเริ่มต้นมักไม่ได้ให้มา จะให้มาแต่วงแหวนปรับโฟกัส (ความคมชัด) เท่านั้น ส่วนบริเวณด้านล่างก็มีขาตั้งสำหรับยกโปรเจคเตอร์ให้สูงกว่าที่ตั้งขึ้นมาอีกระดับ

 

ปุ่มฮาร์ดคีย์สำหรับควบคุมเครื่องแบบที่ไม่ต้องใช้รีโมท
 

 

วงแหวนปรับระยะโฟกัส และวงแหวนขยายภาพ
 

 

ด้านล่างมีขาเกลียวหมุนที่ยกโปรเจคเตอร์ให้สูงขึ้นได้
 

Connectivity – ช่องต่อ

ช่องต่อทั้งหมดของ Acer X135WH
1. VGA In
2. HDMI In
3. Audio In
4. USB CTRL

 

สิ่งต่างๆ ที่แถมมาพร้อมกับตัวเครื่อง
 

 

Picture – ภาพ

Acer X135WH เป็นโปรเจคเตอร์แบบ DLP มีความละเอียดภาพแท้จริงอยู่ที่ 1280×800 ฟังดูหลายคนอาจคิดว่าในเมื่อความละเอียดน้อยกว่าทีวี Full HD แบบนี้ภาพจะคมชัดหรือเปล่า? ก็ขอตอบเลยว่าคมชัดครับ เป็นรองแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่ได้มาซึ่งทีวีให้ไม่ได้อีกเช่นกันก็คือขนาดภาพที่ใหญ่กว่ามาก หากลองเทียบราคาค่าตัวของ Acer X135WH คือ 24,900 บาท กับราคาของทีวีในตลาดแล้ว อย่างมากก็ซื้อทีวีขนาดใหญ่ได้เพียงประมาณ 50” อีกทั้งยังเป็นตัวเริ่มต้นเช่นกัน เห็นแบบนี้แล้วความน่าสนใจจึงเทไปทาง Acer X135WH เพราะหากอ้างอิงกับตามเสปคแล้วสามารถฉายภาพขนาดใหญ่ได้ตั้งแต่ 28” – 300”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าตามสเปคอ้างอิงจะเคลมว่าฉายจอใหญ่ได้ถึง 300” ทว่าด้วยเป็นโปรเจคเตอร์ระดับเริ่มต้นยังคงมีขีดจำกัดอยู่ การฉายภาพระยะใหญ่สุดทำให้ภาพที่ได้ออกมาไม่คมชัด ระยะที่เหมาะสมจริงๆ ควรไม่เกิน 130” และภาพที่เห็นในการทดสอบนี้มีขนาด 100” ยิงภาพจากโปรเจคเตอร์เข้ากับจอฉายของ Vertex Tab Tension Motorized การทดสอบแรกไม่รอช้าหยิบภาพยนตร์เรื่อง มาเปิดดูเลย ทันทีที่เห็นภาพ สิ่งแรกที่ประทับใจที่สุดคือในเรื่องของอุณหภูมิสี โหมดภาพอัตโนมัติที่ให้มาทุกโหมดมีอุณหภูมิสีเฉลี่ยที่ 6700K เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่คนที่อยากได้อะไรเพอร์เฟกต์ที่สุด เพียงแค่โหมดจากโรงงานก็ดีมากๆ แล้ว แต่ถ้าใครอยากได้ให้ถูกต้องที่สุด สามารถปรับได้ที่โหมด User

 

จากภาพกราฟิกของทีมงานหลังจากทำการคาริเบรทภาพ ทำให้ทราบว่าการแสดงขอบเขตสีของ Acer X135WH ทำได้น้อยกว่ามาตรฐานเล็กน้อย ถึงแม้ว่าค่าจะออกมาแบบนี้ทว่าในความเป็นส่งผลกระทบน้อยมากๆ ว่าง่ายๆ ถ้าไม่ได้ดูการไล่เฉดสีแบบจับผิดก็แทบจะไม่มีผลอะไรต่อการรับชม ถึงอย่างนั้นรุ่นนี้ก็ได้สิ่งที่ทดแทนมาคือสามารถปรับแต่งไวท์บาลานซ์ได้ 1จุด และปรับแต่งค่าแกมม่าได้

 

รุ่นนี้รองรับ 3D ด้วยครับแต่น่าเสียดายที่ทาง Acer ไม่ได้ส่งแว่นมาให้เราทดสอบร่วมด้วยจึงบอกไม่ได้ว่าภาพ 3D เป็นอย่างไร
 

 

แบบสามมิติจะแสดงผลเฟรมเรตที่ 24p

นอกจากการใช้งานชมภาพยนตร์แบบปกติแล้ว ผมก็ได้มีโอกาสเปิดเกมเล่นเพื่อทดสอบอัตราการตอบสนองของสัญญาณภาพ โดยได้เชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเกมสุดฮิตอย่าง PlayStation 4 และคอมพิวเตอร์ จากากรทดสอบเริ่มแรกผมขอพูดถึงเรื่องภาพเคลื่อนไหวกันก่อน ในการเล่นเกมภาพเคลื่อนไหวถือว่ามีความสำคัญมาก Acer X135WH แม้จะไม่มีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว แต่ด้วยความที่รองรับรีเฟราชเรต 120Hz ทำให้ภาพเคลื่อนไหวดูดีกว่าทีวีระดับกลางบางรุ่นเสียอีก ส่วนในเรื่องสีสัน สำหรับเครื่องนี้แม้สีจะไม่ได้โดดเด้งพอถูกสไตล์ภาพของโปรเจคเตอร์บดบังไว้ แต่ก็มีความสดอิ่มในตัว เก็บรายละเอียดค่อนข้างดี อัตราการตอบสนองของภาพก็ไม่ได้แย่นะครับวัดค่า Input lag ได้อยู่ที่ราวๆ 33.6ms ดีกว่าทีวีหลายรุ่นอีกแล้ว!!!

 

รองรับรีเฟรชเรต 120Hz
 

 

กดเลี้ยวเป็นเลี้ยว เล่นเกมรถแข็งเร็วๆ ก็เห็นภาพเคลื่อนไหวที่ดี
แต่จะให้ดีที่สุดสเป็กคอมฯ ก็ต้องถึงด้วยสำหรับการแสดงผลที่อัตราเฟรมเรต 120 fps
 

Conclusion – สรุป

ข้อดีของ Acer X135WH
1. เป็นโปรเจคเตอร์เริ่มต้นที่มีความคุ้มคาสมราคา
2. รองรับ 3D
3. รองรับรีเฟรชเรต 120Hz
4. มีวงแหวนปรับโฟกัส และขยายภาพ
5. โหมดภาพอัตโนมัติให้อุณหภูมิสีที่ค่อนข้างดี
6. Input lag ต่ำ

ข้อเสียของ Acer X135WH
1. ขอบเขตสีที่ตัวเครื่องทำได้ต่ำกว่าขอบเขตสีมาตรฐานเล็กน้อย หากไม่ได้ตั้งใจและคอยจับผิดก็จะไม่สังเกตเห็นอะไรมากนัก
2. อัตราส่วนภาพเป็นแบบ 16:10 ทำให้ภาพดูแปลกตาอยู่บ้าง
3. กำลังซูม ซูมได้เล็กน้อย หากต้องการภาพขนาดใหญ่ต้องอาศัยการถอยโปรเจคเตอร์

หลังจากที่อ่านรีวิวกันไปเรียบร้อยแล้ว หลายคนคงได้รับทราบข้อมูลกันแล้วว่า Acer X135WH ถึงแม้จะเป็นโปรเจคเตอร์ระดับเริ่มต้น แต่ก็มาพร้อมกับความสามารถที่ไม่ธรรมดาในตัว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่คล้ายคลึงกับรุ่นระดับกลาง โหมดภาพอัตโนมัติที่ได้มาตรฐาน ภาพเคลื่อนไหวที่ทำได้ดี แถมยังรองรับการแสดงภาพแบบ 3D ถึงแม้ว่าช่วงเวลาในการรับชมจะเห็นสีรุ้ง ซึ่งเกิดจาก Rainbow Effect อยู่บ้าง แต่น้อยมากๆ

สนใจสั่งซื้อโปรเจคเตอร์เอเซอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector Epson EB-X04

เป็นรุ่นใหม่ที่เหมาะกับ Office ธุรกิจ SME หรือใช้เพิ่มความสนุกในวันพักผ่อนที่บ้านได้อย่างสบายใจและสบายกระเป๋า ^_^


EPSON EB-X04 ให้ความสว่าง 2800 Ansi เหมาะกับห้องขนาดเล็ก-กลาง ความละเอียดสูงถึง 1024×768 (XGA) และค่าคอนทราสสูง 15,000:1 ให้มิติภาพที่สมจริง แถมมีอายุหลอดภาพถึง 5000,10000(ECO) ชม. ทำให้โปรเจคเตอร์มีอายุการใช้งานนานหลายปีและที่สำคัญราคาหลอดยังถูกมากครับเพียงแค่ 3,790 บาทยังไงยังไงก็คุ้ม

ระบบ 3LCD

เรามาดูถึงจุดเด่นของรุ่นนี้กันดีกว่า ด้วยเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย ระบบ 3LCD ทำให้สีที่ออกมานั้น สว่าง สดใส ดูแล้วเป็นธรรมชาติ เพราะแสงที่ถูกฉายออกจากโปรเจคเตอร์แบ่งเป็นสองประเภทคือ แสงขาวและแสงสี ซึ่งจะรวมตัวกันเป็นภาพแต่ความเข้าใจเดิมๆคิดว่าถ้าสว่างแล้วภาพจะชัดเจน ซึ่งจริงๆแล้วยังต้องมีค่าแสงสีที่สูงด้วยถึงจะทำให้ภาพสีออกมาชัดเจนสดใส

 

Port

นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลาย โดยผ่านช่องต่อแบบ HDMI, VGA, AV และ USB (สำหรับ WIFI) เครื่องขนาดกระทัดรัดสามารถพกพานำไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสดวก ด้วยน้ำหนักเพียง 2.3 Kg.

 

ปรับภาพสี่เหลี่ยมคางหมูแนวนอน

นำเสนองานที่มีประสิทธิภาพได้ทุกที่ภายในห้อง ด้วยปุ่มปรับภาพสี่เหลี่ยมคางหมู แบบสไลด์ที่ใช้งานง่าย การแก้ไขจอภาพสามารถทำได้รวดเร็ว ง่ายดายและแม่นยำ แม้ในพื้นที่ที่จำกัด ด้วยการตรวจสอบและปรับภาพสี่เหลี่ยมคางหมูแนวตั้งโดยอัตโนมัติ คุณไม่จำเป็น ต้องปรับภาพเองด้วยมือให้ยุ่งยากอีกต่อไป และช่วยให้ไม่ขัดจังหวะการนำเสนองาน ของคุณด้วย


สรุปว่า EPSON EB-X04 เป็นรุ่นที่คุ้มค่าอีกรุ่นหนึ่งของ Projector EPSON ท่านที่มองหารุ่นที่ราคาไม่แพง คุณภาพดี ใช้งานได้อเนกประสงค์ เครื่องทนทาน ผมคิดว่าไม่ควรมองข้ามเจ้า EPSON EB-X04 นะครับ รับรองตอบโจทย์ท่านได้อย่างแน่นอน..

โดยสามารถสั่งซื้อ Epson Projector ได้ที่ https://projectorpro.in.th